October 6, 2022

เปิด3ประเด็น ยุคยิ่งใหญ่ ของสิงห์บูล กับชายที่ ชื่อ “เสี่ยหมี”ก่อนจาก

ถึงยุคเปลี่ยนเจ้าของสโมรสร ซะแล้วสำหรับ สิงโตน้ำเงินคราม เชลซี ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ถึงแม้ อับราโมวิช จะรักและหลงรัก สโมสรแห่งนี้มาก จนแทบไม่มีใครอยากจะเชื่อว่า “เสี่ยหมี” จะยอมปล่อยสโมสรแห่งนี้ให้กับคนอื่น

แต่เนื่องจากสถานการณ์บีบบังคับจากการรบกันระหว่าง รัสเซีย กับ ยูเครน ที่กำลังตึงเครียดกันอย่างสูง จึงทำให้ อับราโมวิช

ไม่มีทางออก โรมัน อับราโมวิช คงปวดใจไม่น้อย จึงต้องออกมาประกาศขายสโมสรเชลซีที่เขารักและเป็นเจ้าของเองมาตั้งแต่ปี 2003 แฟนบอลคงต้องลุ้นต่อไปว่าใครจะเข้ามาเป็นเจ้าของสิงโตน้ำเงินคราม เชลซี คนต่อไป

 

ก่อนจะเปลี่ยนยุค อับราโมวิช นั้นภายใต้การบริหารของ “เสี่ยหมี” นั้นสโมสร เชลซีสามารถสร้างผลงานอย่างยอดเยี่ยมทำให้ยกระดับและมาตรฐานจนกลายเป็นหนึ่งในทีมใหญ่ของวงการฟุตบอลอังกฤษและของโลกได้ เราจะลองมาย้อนดูเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของสโมสร เชลซี และกับแชมป์สโมสรโลกล่าสุดในยุคของ อับราโมวิช

  1.   เปลี่ยนโค้ชเยอะมาก

สาเหตุที่เปลี่ยนโค้ชเยอะก็ เพราะ “เสี่ยหมี” นั้นก็คงเหมือนทุกคนหากได้เป็นเจ้าของสโมสรทุกคนก็คงกระหายและโหยหาแชมป์กันทุกคน คงไม่ต่างกับ อับราโมวิช ซึ่ง เขาโหยหาแชมป์มากและพร้อมที่จะปลดกุนซือทุกคนหากทำผลงานไม่ดีไม่เข้าตา ทำให้แฟนบอลต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่าเขาไม่อดทนกับความสำเร็จเท่าที่ควร

 

ซึ่งยุค “เสี่ยหมี”ผ่านมา19 ปี ได้มีการเปลี่ยนกุนซือไปทั้งหมดทั้งสิ้น 15 ครั้ง รวมทั้งกุนซือแบบถาวรและชั่วคราว แต่ถ้านับเป็นคนจะอยู่ที่ 13 คน เพราะมี โชเซ่ มูรินโญ่ กับ กุส ฮิดดิ้งค์ ที่ได้เข้ามาเป็นกุนซือให้กับทีม 2 หน

ซึ่งถ้าหากไม่นับ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ที่อยู่กับเชลซีมาตั้งแต่ก่อนยุค อบราโมวิช แต่เพิ่งมาโดนปลดในยุคของ “เสี่ยหมี” รวมถึง สตีฟ ฮอลแลนด์ ที่เคยคุมทีมแค่1นัดแล้วล่ะก็ กุนซือ เชลซี ที่มีเปอร์เซ็นต์พาทีมชนะมากที่สุดต่อการคุมทีม 1 สมัย ได้แก่ ฮิดดิ้งค์ ที่เคยนำทีมชนะ 73 เปอร์เซ็นต์ ตอนเข้ามาคุมทีมแบบชั่วคราวเมื่อปี 2009 รองลงมาคือ โชเซ่ มูรินโญ่ ในสมัยแรก กับ อัฟราม แกรนท์ ที่เปอร์เซ็นต์ชนะอยู่ที่ 67 เปอร์เซ็นต์เท่ากันเลย

2. ความสำเร็จล้นหลาม

ตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรมา 116 ปี ทีม  เชลซี สามารถกวาดแชมป์ไปครองรวมแล้ว 36 รายการ โดยนับรวมสมัยที่ยังเล่นในระดับดิวิชั่น 2 ของอังกฤษด้วย ซึ่งในยุคของ อบราโมวิช หรือ“เสี่ยหมี” นั้นสามารถคว้าแชมป์ได้ถึง 21 รายการ ซึ่งเกินครึ่งหนึ่งกับ 36 รายการ ถือว่ายอดเยี่ยมสุดๆ ในยุคที่ อับราโมวิช เข้ามาบริหารจัดการ ซึ่งแชมป์ในยุค “เสี่ยหมี” กวาดมา 21 รายการมีดังต่อไปนี้

พรีเมียร์ลีก 5 สมัย, เอฟเอ คัพ 5 ครั้ง, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 หน, ลีก คัพ 3 สมัย, ยูโรปา ลีก 2 ครั้ง, คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 2 หน, ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 1 ครั้ง และศึกชิงแชมป์สโมสรโลก 1 สมัย

 

ต้องยอมรับ ตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมาเป็นช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่ของ สิงโตน้ำเงินคราม ครามจริงๆ ซึ่งกวาดแชมป์ได้มากที่สุดทิ้งห่างทีมอันดับ2 อย่างทีม ปิศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่กวาดแชมป์ไปเพียง 14 รายการเท่านั้น ตลอดช่วง 22 ปีที่ผ่านมา  ซึ่ง เชลซี ก็เป็นทีมที่ 5 ในทวีปยุโรปที่สามารถคว้าแชมป์รายการภายในประเทศมาครองได้ครบทุกรายการ หากนับเฉพาะรายการที่ทีมนั้นๆ ได้สิทธิ์ลงแข่งขันด้วย

สรุปทีมจากเกาะอังกฤษที่ได้แชมป์มากที่สุด นับตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา ในกรณีที่ไม่นับรวมแชมป์ คอมมิวนิตี้ ชิลด์
1. เชลซี 19 รายการ
2. แมนฯ ยูไนเต็ด14 รายการ
3. แมนฯ ซิตี้ 13 รายการ
4. ลิเวอร์พูล 9 รายการ
5. อาร์เซน่อล 6 รายการ
6. เลสเตอร์ 2 รายการ

3. เม็ดเงิน

โรมัน อับราโมวิชเสริมทัพโดย จัดหนักจัดเต็ม และใช้เม็ดเงินทั้งสิ้นจำนวน 2.1 พันล้านปอนด์ที่ใช้ไปกับการซื้อนักเตะซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับความสำเร็จที่ได้รับมา มันคุ้มค่ากับการคว้าแชมป์มาแต่ละถ้วย ถือว่าคุ้มกับเม็ดเงินที่ลงทุนไป

 

 

และยุคโรมัน อับราโมวิช ก็สามารถทำการเจรจาเรื่องขายนักเตะได้ดีเช่นกัน เพราะยุคโรมัน อับราโมวิชสามารถขายนักเตะได้1.16 พันล้านปอนด์ ซึ่งทำให้สโมสรเชลซีไม่ต้องขาดทุนเยอะเกินไปจนสามารถไปลงทุนในทุกด้านได้อย่างเต็มที่นั่นเอง

ส่วนนักเตะในยุคโรมัน อับราโมวิช ที่ต้องควักเงินซื้อเยอะสุดได้แก่ โรเมลู ลูกากู ที่ เชลซี จ่ายไป 98 ล้านปอนด์เพื่อดึงเขากลับมาอยู่กับทีมเมื่อช่วงซัมเมอร์ ปีก่อน รองลงมาคือ ไค ฮาแวร์ทซ์ ที่มีค่าตัว 89 ล้านปอนด์

5 อันดับค่าตัวนักเตะที่ เชลซี ต้องจ่ายเงินค่าตัวสูงที่สุด นับตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา
1. โรเมลู ลูกากู 98 ล้านปอนด์
2. ไค ฮาแวร์ทซ์ 89 ล้านปอนด์
3. เกปา อาร์รีซาบาลาก้า 72 ล้านปอนด์
4. อัลบาโร่ โมราต้า 70 ล้านปอนด์
5. คริสเตียน พูลิซิช 58 ล้านปอนด์