October 7, 2022

  แมนยูหมดพิษสงแล้วในเกมศึกดาร์บี้แมตช์ เปิด 4 ข้อ ผีแดง แพ้เรือใบยับ

หมดความหวัง นั่งน้ำตารินของทีมผีแดง กับ เกมดาร์บี้แมตช์แห่งเมืองแมนเชสเตอร์ระหว่าง ทีม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกับ ทีม แมนเชสเตอร์  ซิตี้  และเป็นการวัดฝีมือกุนซือกันครั้งแรกในอาชีพผู้จัดการทีมระหว่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กับ ราล์ฟ รังนิก จบลงด้วยชัยชนะของกุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า แบบสบาย และขาดลอยของ แมนฯ ซิตี้ ที่มีเหนือ แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยประตู4-1 และทำให้แฟนบอลปิศาจแดงผิดหวังตามๆกันกับนักเตะทีมชุดนี้ที่เหมือนเล่นกันไม่เต็มที่ ไม่ทุ่มเท

แต่ในฟอร์มในปัจจุบัน  มันก็ไม่ใช่ผลที่เกินความคาดหมายมากนัก เนื่องจากศักยภาพของทั้ง2ทีม ฟอร์มในระยะหลังต่างกันมากอย่างไรเรือใบสีฟ้าฟอร์มดูดีกว่ามากมาย

เรามาสรุปศึกดาร์บี้แมตช์แห่งเมืองแมนเชสเตอร์   4 ประเด็นที่เกิดขึ้นในศึก แมนเชสเตอร์ดาร์บี้ ครั้งที่ 187 ที่สนามเอติฮัด สเตเดี้ยม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม กัน

1.ประตูตีเสมอของ ซานโช่

เริ่มเสียขวัญตั้งแต่ครึ่งแรกหลังเสียประตูให้ทีม เรือใบสีฟ้า แมนฯ ซิตี้ ตั้งแต่ไก่โห่ในนาทีที่ 5 ลางร้ายก็เริ่มบอกให้เห็นว่า ผีแดง แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่แคล้วโดนทีมร่วมเมืองถล่มเละแน่เนื่องจากตาข่ายขาดอย่างไวตั้งแต่เกมเริ่มไม่ถึง10นาที

แต่ทำให้แฟนบอลชื่นใจขึ้นมาบ้าง  ที่ไหนได้ มาถึงนาทีที่22 เจดอน ซานโช่ อดีตเด็กเก่าของ แมนฯ ซิตี้ ซัดลูกตีเสมอเป็น1-1ให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้สำเร็จแม้ว่ารูปเกมจะไม่ถึงกับเหนือกว่าเจ้าถิ่นก็ตาม

อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ได้แปลกอะไรมากเนื่องจากช่วงหลัง เจดอน ซานโช่ ดาวเตะทีมชาติอังกฤษเริ่มสร้างประโยชน์ให้ทีมได้มากขึ้น และถูกส่งลงเล่นเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด ตกกระป๋องอย่างถาวร

หลังจากตามตีเสมอ 1-1 ได้ทำให้ เจดอน ซานโช่ กลับมายิงประตูทีมเก่าที่สนาม เอติฮัด สเตเดี้ยม เป็นประตูแรกซะด้วยหลังย้ายไปสร้างชื่อกับ ทีมดอร์ทมุนด์ ในลีกเมืองไส้กรอก ก่อนกลับบ้านเกิดมาเซ็นสัญญากับ ปิศาจแดง

แต่ในที่สุดแล้วการได้ประตูตีเสมอของ เจดอน ซานโช่ ไม่ได้มีความหมายอะไรเลยเนื่องจากตลอดเกม 90 นาทีเป็นทีม เรือใบสีฟ้า ที่มีจังหวะซัดประตูมากกว่ารวม 24 ครั้งต่อ 5 ครั้ง และโดยเฉพาะครึ่งหลังซึ่งพวกเขาเล่นได้เหนือกว่า ปิศาจแดง  อยู่หลายขุม อีกทั้งการแก้เกมของ กุนซือ รังนิก ที่ส่ง แรชฟอร์ด กับ เจสซี่ ลินการ์ด มาลงเล่นแทน ปอล ป็อกบา กับ แอนโธนี่ อีแลงก้า ก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้เลยเพราะหลังจากนั้น เรือใบสีฟ้า ยิงเพิ่มได้อีก2ประตู

2.ถึงแม้จะมีหรือไม่มี โรนัลโด้   รูปเกมก็คงไม่ต่างกัน

ก่อนศึกดาร์บี้แมตช์แห่งเมืองแมนเชสเตอร์  กุนซือราล์ฟ รังนิก ยืนยันว่า  คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จะไม่ได้ลงเล่นเนื่องจากมีอาการบาดเจ็บที่สะโพก

โดย  โรนัลโด้ เคยล้มเจ็บมาก่อน และพลาดการลงสนามให้ ปิศาจแดง แมนฯ ยูไนเต็ด ไปบ้างแล้วในฤดูกาลนี้ แต่พอ ผีแดง ปราศจากดาวซัลโวสูงสุดในเกมแห่งศักดิ์ศรีดาร์บี้แมตช์ ปรากฏว่ามีแฟนบอลที่ไม่เชื่อเหตุผลของกุนซือ รังนิก ก็เป็นเพราะมีบางสื่ออ้างว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ นั้นฟิตสมบูรณ์ แต่เขาไม่เห็นด้วยกับแผนของ รังนิก ซึ่งจับเขาวางเป็นตัวสำรองในเกมบุกไปเยือน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เจ้าตัวจึงไม่พอใจ และไม่ขอมีส่วนร่วมเลยทำให้ไม่ได้เข้าเช็คอินในโรงแรมก่อนเกม1คืนเหมือนเพื่อน นักเตะทั้งหลาย

รอย คีน อดีตกัปตัน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฐานะกูรูมองว่า ราล์ฟ รังนิก พูดโกหก พราะเขาไม่เชื่อว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้  ซึ่งมีสภาพร่างกายเหมือนเครื่องจักรนั้นจะเจ็บสะโพกซึ่งเป็นอาการบาดเจ็บที่ คีโน่ ระบุว่าไม่สมเหตุสมผล

แต่ ด้วยความเหนือชั้นของทีมจ่าฝูง อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ บอกได้เลยว่าต่อให้ ผีแดง มีหรือไม่มีกองหน้าจอมเก๋าอย่าง โรนัลโด้   อยู่ในทีม ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คงไม่แตกต่างกัน

และช่วงหลังฟอร์มการเล่น คริสเตียโน่ โรนัลโด้   ก็ไม่ได้มหัศจรรย์อะไรมากมาย  และยิงประตูน้อยลงอย่างต่อเนื่อง  อย่างเกมก่อนหน้านี้กับ วัตฟอร์ด ก็ยิงประตูไม่ได้ ซ้ำร้ายยังเคยโดน หงส์แดง ลิเวอร์พูล บุกไปยำใหญ่ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด มา แล้ว5-0

ช่วงนาทีนี้ ปิศาจแดง จะมีหัวหอกวัย 37 ปีลงเล่นหรือไม่มี แฟนบอล ปิศาจแดง ก็คงคาดหวังในตัวดาวเตะเลือดฝอยทองได้ไม่มากนักหรอก

  1. เดอ บรอยน์ยิง 2ประตู และเป็นแมน ออฟ เดอะ แม็ตช์ ในเกมนี้

เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับ แมน ออฟ เดอะ แม็ตช์ ของเกมนี้สำหรับนักเตะอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ กัปตันทีม แมนฯ ซิตี้ ซึ่งกดลูกยิงประตูแรกในเกมได้ และมายิงอีก1 ประตูพาทีมแซงนำผีแดงอีกครั้ง 2-1 สมควรอย่างยิ่งแล้วที่ เควิน เดอ บรอยน์ ได้รับเลือกให้แมน ออฟ เดอะ แม็ตช์ในเกมดาร์บี้แมตช์ครั้งนี้

ถ้ามีโชคอีกนิด เควิน เดอ บรอยน์ น่าจะทำแฮททริคได้ด้วยซ้ำซึ่งหากเขาทำได้ก็จะนับเป็นพ่อค้าแข้งรายที่2 ที่ทำสำเร็จในเกม แมนเชสเตอร์ดาร์บี้

และที่ผ่านมา ยังมีนักเตะ1คน เท่านั้นที่ยิงแฮททริคในเกมผ่าเมือง คือ อังเดร แคนเชสสกี้ อดีตปีกจรวดของ ปิศาจแดง ซึ่งแผลงฤทธิ์เอาไว้เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 1994 นัดที่ ปิศาจแดง เปิดบ้านถล่ม ทีมเรือใบสีฟ้า เละจน อับปาง 5-0

และการได้ประตูแรกของ เควิน เดอ บรอยน์ กัปตันทีม แมนฯ ซิตี้  ในเกมล่าสุดทำให้เขาเป็นนักเตะทีมชาติ เบลเยี่ยม รายที่ 4 ที่ยิงได้ใน พรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ครบ 50 ประตูแล้วต่อจาก โรเมลู ลูกากู (118), คริสติย็อง เบนเตเก้ (86) และ เอแด็น อาซาร์ (85)

 4. ผีแดง หมดพิษสงซะแล้ว  คงจบแล้วแล้วกับการลุ้นTop 4

ศึกดาร์บี้แมตช์แห่งเมืองแมนเชสเตอร์ที่แฟนบอลต่างรอคอยคงได้ปิดฉากลงแล้ว กลายเป็นสีฟ้าอย่างบริบูรณ์  หลังปิศาจแดงบุกมาแพ้ เรือใบสีฟ้า ตามความคาดหมายก็เท่ากับว่า ทีม ผีแดง ได้หล่นจาก Top 4 ของตารางเป็นที่เรียบร้อยเนื่องจากคู่ก่อนหน้าทีม  อาร์เซน่อล บุกไปเฉือนเอาชนะ วัตฟอร์ด ได้ 3-2

เท่ากับ ผีแดง แมนฯ ยูไนเต็ด  ลงเล่น 28 นัด เก็บได้ 47 คะแนนเป็นรองทีม ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล ซึ่งมี 48 คะแนน แต่ลงเล่นเพียงแค่ 25 นัด

ซึ่งมองดูแล้วโอกาสจบอันดับ   Top 4 ของผีแดง  น่าจะจบบริบูรณ์ หมดลุ้นค่อนข้างแน่นอนแล้วหากจะมองถึงฟอร์มระยะหลังของทีมเมืองกรุงที่ฟอร์มร้อนแรง

จุดนี้ น่าจะบอกได้เต็มปากว่าโอกาสประสบความสำเร็จ ของปิศาจแดงคงเหลือลุ้นเพียงอีก1รายการ ในฤดูกาลนี้ นั้นคือศึก แชมเปี้ยนส์ลีก นั่นเอง คงได้ลุ้นรายการนี้หรือไม่?

เกมแรกในรอบ 16 ทีมกับ ทีมแอตเลติโก มาดริด กุนซือราล์ฟ รังนิก จะพาทีมบุกไปตีเสมอกับทีม ตราหมี 1-1 ได้ แต่คงไม่ง่ายหรอกที่ทีมผีแดงจะฝ่าด่านคู่แข่งจาก ลา ลีกา ทะลุเข้าสู่รอบ8ทีมสุดท้ายได้

ถ้า ทีมผีแดง ทำได้สำเร็จ โอกาสทะยานไปสุดทางถึงฝั่งฝันคว้าถ้วยโทรฟี่หูใหญ่ของ ปิศาจแดง แมนฯ ยูไนเต็ด จะมีมากสักกี่เปอร์เซนต์ ในเมื่อทีมเสือ สิงห์ กระทิง แรด นั้นยังอยู่ในรายการนี้เกือบครบ

และน่าจะเป็นอย่างที่ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ทำนายเอาไว้หลายวาระนั่นแหละว่า ผีแดง แมนฯ ยูไนเต็ด มีสิทธิ์ครองความเป็นเจ้าในยุโรปฤดูกาลนี้เพียงแค่ 1%เท่านั้น ดังนั้นหลังร่วงจาก Top 4  อย่างเป็นทางการ มันก็น่าจะหมายความว่าฤดูกาล2021/22 ของ ปิศาจแดง ได้ปิดฉากลงอย่างบริบูรณ์แล้วนั่นเอง